วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

วิธีตกแต่งบ้านสไตล์ธรรมชาติ

การตกแต่งบ้านสำหรับคนรักธรรมชาติโดยเฉพาะ สูดหายใจรับกลิ่นของพื้นหญ้าและแสดงแดดแล้วก็ตามมาเลยค่ะ


1. ตกแต่งด้วยของเฉดสีเขียว
ลองหาเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีเขียวที่คุณชอบมาตกแต่งดูสิคะ อย่างในรูปนี้เป็นเก้าอี้ของ Charles Eames หรือแม้กระทั่งสีของกระจกที่มีสีอมเขียวหน่อยๆ หรือแก้วน้ำ แจกัน ขวดสวยๆที่มีสีเขียวก็สามารถช่วยให้มุมทำงานดูสดชื่นได้ใช่มั้ยล่ะ




2. Mix and Match ไม้ให้ดูน่าสนใจ
ถ้าพูดถึงไม้ที่ใช้ในงานตกแต่งมันก็มีหลายแบบเสียเหลือเกินตั้งแต่ ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้โอ๊ก ไปจนถึงไม้วีเนียร์ การนำไม้ชนิดต่างๆมา mix and match กันอย่างในรูปนี้ก็สามารถสร้างความน่าสนใจได้มาก ทำให้เกิดความแตกต่างที่เป็นจุดเด่นของห้องของคุณได้ค่ะ




3. พรมหญ้าเทียม
ถ้าคุณเป็นคนชอบสัมผัสของพื้นหญ้าแล้วล่ะก็ลองใช้พรมหญ้าเทียมปูในห้องรับแขกที่จัดไว้แบบธรรมชาติดูสิคะ นอกจากจะทำให้ดูสวยงามอีกทั้งสดชื่นแล้ว มันอาจจะทำให้แขกที่มาบ้านคุณร้องโอ้โห! เลยก็ได้




4. ใช้เส้นสายแบบ organic
อย่าเข้าใจผิดค่ะ ไม่ใช่เส้นสายแบบนั้น เรากำลังพูดถึงเส้นโค้งที่มีที่มาจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นใบไม้ ดอกไม้ตะหากล่ะ ปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เลือนแบบรูปทรงจากธรรมชาติ อย่างโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา หรือจะเป็นพรมที่มีลวดลายดอกไม้ที่คุณชอบก็ได้ค่ะ




5. ติดวอลล์เปเปอร์ลายใบไม้
ถ้าไม่อยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้แพงๆ หรือไม่อยากรื้อทำห้องใหม่ให้มันวุ่นวาย ก็แค่ลองเปลี่ยนวอลล์เปเปอร์ดูมั้ยล่ะคะ ลองหามุมในห้องซักมุมแล้วติดวอลล์เปเปอร์ลายใบ้ไม้เขียวสวยๆ บนชั้นวางของก็ประดับด้วยเซรามิคหรือประติมากรรมเล็กๆรูปทรงธรรมชาติ กับวิทยุโบราณเก๋ๆ แค่นี้ก็เลิศแล้วค่ะ








ที่มา : Livingetc.com

ซันดา รีสอร์กระบี่

สัมผัสแห่งธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบๆ ตัวคุณ ให้ที่ "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" ได้มีโอกาสดูแล และมอบสิ่งดีๆ ในโอกาศพิเศษสำหรับคุณและครอบครัวสิคะ






"ซันดา รีสอร์ท กระบี่" ตั้งอยู่บนหาดนพรัตน์ธารา อ่าวนาง จ. กระบี่ ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติจังหวัดกระบี่เพียง 30 นาที และจากตัวรีสอร์ทใช้เวลาเดินทางไปอ่าวนางเพียง 5 นาทีเท่านั้น หรือจะเดินไปชายหาดก็ยังได้เลยค่ะ ใช้เวลาแค่ 10 นาทีเองค่ะ เรียกได้ว่าใกล้ชิดกับทะเลมากๆ เลยค่ะด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ทำให้ "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" มีความโดดเด่น และมีสเน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้คุณหลงใหลได้ไม่ยาก กับแนวคิด "Home away from Home" ที่ดูแลคุณด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง เสมือนบ้านหลังที่สองของคุณเลยทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าบรรยากาศและการบริการเกินกว่าคำว่าประทับใจอย่างแน่นอนค่ะ




"ซันดา รีสอร์ท กระบี่" รีสอร์ทสไตล์เรียบหรู เงียบสงบ สะอาด และเป็นธรรมชาติ มีห้องพักให้เลือก 3 แบบ 3 สไตล์ ตามความชอบเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบบ "Canal Side" มีทั้งเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ คุณสามารถรีแลกซ์ในบรรยากาศที่สดชื่น บริสุทธิ์และเย็นสบาย กับแสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้า มีระเบียงที่เป็นส่วนตัว ช่างเหมาะกับการพักผ่อนที่แสนอบอุ่นและมีความสุขของคุณมากเลยค่ะ




"Pool Side" ห้องพักแบบ Pool Side มีให้เลือกทั้งเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ค่ะ คุณสามารถสนุกสนานและผ่อนคลาย ไปกับสระว่ายน้ำ ที่ติดกับห้องพักเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น เรียกได้ว่า หากต้องการออกกำลังกาย หรือต้องการความสนุกสนานกับการเล่นน้ำ ก็สามารถออกไปสู่สระว่ายน้ำสวยๆ ของซันดารีสอร์ทได้ทันทีเลยค่ะ ห้องนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความสนุกสนาน และอยากมีกิจกรรมยามว่างเพื่อการผ่อนคลาย หรือแม้แต่ออกมาเดินเล่นชิลล์ ชิลล์ ริมสระว่ายน้ำ สูดกลิ่นไอธรรมชาติ และลมทะเล



สุดท้ายเป็นแบบ "GardenView" จากชื่อคงเป็นการการันตีได้นะคะ ว่าห้องสไตล์นี้ต้องเป็นห้องที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ สวนสวยๆ ต้นไม้เขียวขจี กับอากาศที่บริสุทธิ์ จากระเบียงของห้อง คุณสามารถออกไปสูดอากาศที่สดชื่นได้อย่างเต็มปอดค่ะ คงจะเหมาะไม่น้อยกับคนที่รักความสงบ และความเป็นธรรมชาติค่ะ เพราะบรรยากาศที่อยู่รายล้อมตัวห้อง สวยและเป็นธรรมชาติจริงๆ ค่ะ ห้องแบบ Garden View มีเพีงเตียงคู่เท่านั้นนะคะภายในห้องพักของ "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" ทุกๆ ห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องสไตล์ไหน ล้วนแต่เพียบพร้อมไปด้วย เครื่องอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน สะอาด เรียบร้อย มีอินเตอร์เน็ตไร้สายภายในห้องพักฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และการบริการของพนักงาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความอบอุ่น ที่สำคัญบริการด้วยใจและเป็นกันเองมากๆ ค่ะ

หากคุณมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดกระบี่ "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" พร้อมที่จะดูแลและให้บริการคุณอย่างจริงใจ เมื่อคุณได้มาเยือนที่นี่สักครั้ง รับประกันได้เลยค่ะ ว่าคุณจะได้รับความสุขและความพึงพอใจอย่างที่สุด จนไม่สามารถปฏิเสธความประทับใจที่ได้รับจาก "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" และกลับมาใช้บริการของที่นี่อีกครั้งได้อย่างแน่นอน "ซันดา รีสอร์ท กระบี่" พร้อมจะมอบความสุขให้กับคุณและครอบครัวในวันพิเศษของคุณ ต้องหาโอกาสมาเยือนสักครั้งนะค่ะ



ที่มา www.sundaresort.com

10 อันดับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดในโลก

อันดับที่ 1 : Stockholm Tunnelbana (Sweden)เค้าว่ากันว่า สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของกรุงสต๊อกโฮล์มเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการตกแต่งสถานี จึงได้รับการเรียกว่าการจัดแสดงศิลปะที่ยาวที่สุดในโลกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะภาพวาดลายเส้นสีฟ้า ที่แต่งแต้มลงบนพื้นหิน ที่ดูเหมือนยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ ให้ดูมีความสวยงามมากเลย

อันดับที่ 2 : Munich U-Bahn (Germany)

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน มิวนิค ได้เปิดทำการในปี 1972 มีพื้นที่สถานีที่กว้างขวางและสะอาด และมีการออกแบบได้น่าสนใจ เป็นสถาปัตยกรรมและผลงานที่เป็นศิลปะ

อันดับที่ 3 : Shanghai Bund Sightseeing Tunnel (China)

นี่เป็นรูปแบบการขนส่งสาธารณที่ ตื่นเต้นสนุกสนานน่าดู มันเป็นทริปซึ่งจะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับแคปซูลแก้ว

อันดับที่ 4 : Moscow's Komsomolskaya Station (Russia)

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของกรุงมอสโกส่วนใหญ่มีชื่อเสียงมาก เป็นสัญลักษณ์ของกรุงมอสโกเลยทีเดียว รูปแบบการออกแบบเป็นประวัติศาสตร์เป็นเอกลักษณ์ประจำประเทศและสร้างแรงบันดาลใจให้คนอนุรักษ์ ซึ่งได้เปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 1952

อันดับที่ 5 : Frankfurt Bockenheimer Warte Station (Germany)

ทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดินดูแปลกมากๆ ด้านล่างสถานีรถไฟ ตั้งอยู่ในแฟรงเฟิร์ต นักออกแบบกล่าวว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินท่านนึงในการสร้างมันขึ้นมา

อันดับที่ 6 : Metro Bilbao (Basque Country)

บิลเบาเป็นเมืองเล็กๆในบริเวณเขตแบสค์ พวกเขามีความภูมิใจในระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน เพราะมีประสิทธิภาพและความเร็ว การออกแบบสถานีทำกันอย่างดีเยี่ยมและกว้างขวาง ทางเข้าได้สร้างเป็นทรงหลอดแก้วติดกับระดับถนน

อันดับที่ 7 : New York's City Hall Station (US)

ในขณะที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินส่วนใหญ่ตอนนี้มักจะสกปรก น่าเกลียด แต่สถานที่นี้ไม่ใช่แน่นอน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน New York City เคยมีจินตนาการตอนสร้างสถานีให้มีความสวยงามมาก และสถานีนี้ก็ยังคงเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่น่าประทับใจมากที่สุดในนิวยอร์ก

อันดับที่ 8 : Chicago's O'Hare Station (US)

ที่สถานี O'Hare ถูกสร้างขึ้นในปี 1984 ชานชาลาผนังเป็นโค้งบล๊อกแก้วในสีที่ต่างๆกันจนถึงบันไดและบันไดเลื่อน ตัวรถไฟพื้นผนังเป็นโลหะสีเทาที่เลียนแบบลำตัวเครื่องบินเพื่อส่งผู้โดยสาร เพื่อเชื่อมต่อไปยังสนามบิน

อันดับที่ 9 : Dubai Metro Station (UAE)

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ดูไบมีมรดกทางวัฒนธรรมการออกแบบที่ทันสมัย พวกเขาได้สร้างแบบในรูปทรงของเปลือกหอย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจจากการดำน้ำและตกปลา การออกแบบตกแต่งเป็นรูปแบบองค์ประกอบของธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ แนวคิดการออกแบบสถานีบางส่วนเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่ใช้ในอาคารอาหรับโบราณ เช่นพวกเสา ส่วนโค้งต่างๆภายใน


อันดับที่ 10 : Pyongyang Metro (North Korea)

มันได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงสิ่งอำนวยความสะดวกของทางทหารลับใต้ดิน สถานีของเปียงยางยังคงเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในเมืองหลวงของเกาหลีเหนือ สถาปัตยกรรมสถานีนี้ยังอยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุดในโลก แต่คนรู้จักค่อนข้างน้อย

ที่มา : board.palungjit.com

สถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เลย




ภูกระดึง
ผานกแอ่น
เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามมากแห่งหนึ่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างซึ่งเป็นท้องทุ่งและเทือกเขา ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นมีดอกกุหลาบป่าขึ้นเป็นดงใหญ่ ซึ่งบานสะพรั่งในเดือนมีนาคม-เมษายน
ผาหล่มสัก เป็นลานหินกว้าง และมีสนต้นใหญ่อยู่ใกล้กับชะง่อนหินที่ยื่นออกไปจากหน้าผา เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้ชัดเจนที่สุด จึงทำให้นักท่องเที่ยว ช่างภาพนิยมไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ผาแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึง
นอกจากนี้ยังมี ผาหมากดูก น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกถ้ำสอใต้ สระอโนดาต เป็นต้น
การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-เลย แล้วลงที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างชุมแพ-ภูกระดึง จากจุดนี้จะมีรถสองแถวไปอุทยานแห่งชาติ ภูกระดึงหรือหากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ชุมแพแล้วลงที่ตลาดชุมแพแล้วต่อรถสายชุมแพ-ผานกเค้า ไปลงที่ผานกเค้า ซึ่งจะมีรถสองแถวไปที่ทำการอุทยานฯ จากนั้นต้องเดินเท้าเข้าสู่ยอดภูกระดึงระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถส่วนตัวจากตัวเมืองเลยใช้เส้นทางหมายเลข 201(เลย-ภูกระดึง) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเลยประมาณ 75 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2019 อีก 8 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ





อุทยานแห่งชาติภูเรือ
มีลักษณะแปลกคือมีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือหัวเรือสำเภา ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิตสลับกันสัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู อุทยานภูเรืออยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในประเทศ จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งซึ่งภาษาพื้นบ้านเรียกว่า แม่คะนึ้ง อุทยานฯมีเนื้อที่ประมาณ 75,525 ไร่ ช่วงเดือนที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวคือ เดือน ตุลาคม-มีนาคม
สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่ จุดชมทิวทัศน์เดโช เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่อากาศดีนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูต่างๆของเมืองเลยได้  ผาโหล่นน้อย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากจากจุดนี้จะมองเห็นภูหลวง ภูผาสาด ภูครั่ง และทะเลภูเขาสลับซับซ้อน  ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นหน้าผาสูงชันและแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทองขึ้นเต็มอยู่ทั่วบริเวณ   น้ำตกห้วยไผ่ ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันมีความสูงประมาณ 30 เมตร น้ำตกแห่งนี้นำไปใช้ทำเป็นประปาในอำเภอภูเรือด้วย     ยอดภูเรือ เป็นจุดที่สูงสุดในอุทยานฯอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,365 เมตรบริเวณโดยรอบเป็นลานหินที่มีทุ่งหญ้าขึ้นแซมสลับกับป่าสน มีทั้งสนสองใบที่ขึ้นตามธรรมชาติ และสนสามใบที่เป็นสนปลูก จากจุดนี้ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยลาวได้  นอกจากนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำหินแตก หินค้างหม้อ หินวัวนอน
 หินพานขันหมาก หินพระศิวะ สวนหินเต่า ทุ่งหินเหล็กไฟ ซึ่งหินเหล่านี้มีรูปร่างตามชื่อเรียกตั้งท่ามกลางทุ่งหญ้า ช่วงปลายฝนต้นหนาวมีดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ทั่วไปน่าชมมาก                            








อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย อ.นาแห้ว
อยู่ในเขตอำเภอนาแห้ว มีพื้นที่ทั้งหมด 73,225 ไร่ ภูมิประเทศประกอบด้วยขุนเขาสลับซับซ้อนทอดตัวเป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ สภาพป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งที่มีไม้ผลัดใบผสม ตามพื้นที่สูงเป็นป่าดิบเขาเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแผ่นดินไทย-ลาว สัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ เลียงผา หมาใน นกเหยี่ยว เต่าปูลู
สถานที่น่าสนใจภายในเขตอุทยานฯ ได้แก่
 น้ำตกคิ้ง  อยู่ริมเส้นทางหลวงสายแสงภาเหล่าก่อ อยู่ในลำน้ำแพร่ ตัวน้ำตกมีลักษณะเป็นแก่งหินลดหลั่นลงมา  ที่จุดนี้ทางราชการได้ก่อสร้างเรือนประทับถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จเมื่อวันที่ 12  กุมภาพันธ์ 2534
 น้ำตกช้างตก  อยู่เหนือน้ำตกคิ้งขึ้นไป 500 เมตร อยู่ในลำน้ำแพร่ แต่มีความลาดชันมากกว่า
 น้ำตกวังตาด  อยู่เหนือน้ำตกช้างตก 1.5 กิโลเมตร อยู่ในลำน้ำแพร่เช่นกัน
 น้ำตกตาดเหือง (น้ำตกไทย-ลาว)  อยู่ในลำน้ำเหือง มีความลดหลั่นลงมา 3 ชั้น สูงประมาณ 50 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี บริเวณรอบ ๆ มีความร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อน และเป็นน้ำตกที่แบ่งเขตพรมแดนระหว่างไทย-ลาว
 น้ำตกผาค้อ  อยู่ในลำน้ำเหือง เป็นลำน้ำที่เป็นเส้นแบ่งเขตพรมแดนระหว่างไทย-ลาว บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น อากาศร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน
 หินสี่ทิศ  อยู่บนเทือกเขาภูตีนสวนทราย ทางด้านทิศใต้มีหินอยู่ 4 ก้อน โผล่ขึ้นกลางป่าดงดิบ ชาวบ้านขึ้นไปสักการะทุก ๆ 3 ปี ชาวบ้านเรียกว่า 2 ปีหาม 3 ปีครอบ หมายถึง ขึ้นไปทำบุญ 1 ครั้ง แล้วเว้นไปอีก 2 ปี ขึ้นไปสักการะอีก เรียกว่า บุญภูใหญ่ หรือบุญสวนเมี่ยง จะทำราวปลายเดือน 3 หรือ เดือน 4 ไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน
 หินก่วยหล่อ  อยู่บนภูตีนสวนทราย เป็นหินทรายรูปร่างคล้ายดอกเห็ดตูมโผล่ขึ้นมากลางป่าดงดิบ
 จุดชมวิว เนิน  1408  บนตีนภูสวนทราย เป็นจุดที่สูงที่สุดและเป็นจุดใจกลางของอุทยานฯ หากมองลงไปทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จะเห็นบ้านบ่อเหมืองน้อย บ้านแสงภา อำเภอนาแห้วได้ และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่สวยงามอีกด้วย
 จุดชมวิว เนิน 1205  เป็นจุดชมวิวในระยะใกล้ สามารถมองเห็นบ้านห้วยน้ำผักอยู่ด้านล่าง และเห็นวิวของภูสวยดาว ภูเวียงประเทศลาวได้





อยู่ที่บ้านผางาม หมู่ 10 ตำบลปวนพุ จากอำเภอหนองหินเข้าไปประมาณ 18 กิโลเมตร ภายในสวนหินผางามมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับน่าตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางยังมีโอกาสพบเห็นต้นไม้หายากและต้นไม้ยักษ์อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี สวนหินแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า คุนหมิงเมืองเลยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อนำชมสวนหินผางามที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ค่านำชม 100 บาท สอบถามเพิ่มเติมที่ อบต.หนองหิน โทร. 08 1462 1719




 เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำ น้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจนมีโค้งสันทรายริมแม่น้ำ สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสสายน้ำโขงและธรรมชาติสองฝั่งอย่างใกล้ชิด ท่าเรือบริเวณลานจอดรถมีบริการเช่าเรือยนต์ล่องแม่น้ำโขงโดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีร้านขายอาหารเช่นไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ โดยเฉพาะพล่า กุ้งเต้น ต้มยำปลาจากลำน้ำโขงเป็นอาหารแนะนำในราคาไม่แพง การเดินทางจากตัวอำเภอเชียงคานนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถสายรอบเมืองไปแก่งคุดคู้ได้ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร

การดูแลสุขภาพตนเอง

การดูแลสุขภาพตนเอง 
                โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น
                ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า "การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี" อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ



การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
                 เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่
  • การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ







  • การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค





การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
           
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
            การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ึความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ที่มา  :

วิธีการถนอมอาหาร

การถนอมอาหารมีหลายวิธ   โดยมีหลักการควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ 4 ประการ คือ
          1. การทำลายจุลินทรีย์ด้วยความร้อน ได้แก่ การพาสเจอร์ไรส์ คือการทำลายจุลินทรีย์เพียงบางส่วนด้วยการใช้ความร้อนต่ำ แต่ถ้าหากจะทำลายจุลินทรีย์ในอาหารได้ทั้งหมดต้องใช้ความร้อนสูง
          2. การควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ด้วยการใช้อุณหภูมิต่ำหรือการใช้สารเคมี เช่น การใช้เกลือเป็นสารถนอมอาหาร การรมควัน รวมทั้งการหมักดองที่ให้กรดแลคติคหรือแอลกอฮอล์  
          3. การกำจัดน้ำ น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์ การกำจัดน้ำ   เช่น  การแช่แข็ง  เมื่อน้ำเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำแข็ง  จุลินทรีย์จึงไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได ้ การทำเค็มก็ใช้หลักการนี้เช่นเดียวกัน ปริมาณน้ำในอากาศลดลง  เพราะเกลือทำให้เกิดการออสโมซิส  น้ำจึงไหลออกจากอาหาร ซึ่งมีความเข้มข้นของสารละลายน้อยกว่ามายังภายนอกที่มีความเข้มข้นมากกว่า
          4. การใช้สารเคมีหรือสารเจือปนในอาหาร  มีบทบาทสำคัญในการถนอมอาหาร  โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิ   และความชื้นสูง อาหารจะเสียเร็ว จุลินทรีย์เติบโตได้ง่าย แต่การใช้สารเคมีมากเกินไปอาจเป็นโทษต่อร่างกายได้ ดังนั้น การใช้สารเคมีชนิดใด มากน้อยเพียงใด   ควรพิจารณาทั้งประโยชน์ของสารเคมีที่จะใช้เสียก่อน และควรเลือกใช้ในกรณีที่จำเป็นและในปริมาณที่พอเหมาะ
วิธีการถนอมอาหารที่นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 6 วิธี คือ
1. การถนอมอาหารโดยการใช้ความร้อน
2. การถนอมอาหารโดยการใช้ความเย็น
3. การถนอมอาหารโดยการหมักดอง
4. การถนอมอาหารโดยการทำให้แห้ง
5. การถนอมอาหารโดยการใช้สารเคมี
6. การถนอมอาหารโดยการใช้รังสี



ในบางฤดูกาลมีผลผลิตประเภทอาหารมากมาย ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารสดๆได้หมด แต่เราสามารถเก็บรักษาอาหารนั้นไว้รับประทานต่อไปได้ด้วยวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งการเลือกวิธีการถนอมอาหารที่เหมาะสมจะทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้นาน และสามารถรับประทานได้ตลอดฤดูกาล โดยที่อาหารไม่บูดเน่าเสียหรือต้องทิ้งโดยเปล่าประโยชน์การถนอมอาหารด้วยวิธีการต่างๆมีดังนี้


1.การถนอมอาหารโดยตากแห้ง
เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ โดยนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุดเพื่อให้เอนไซม์ในอาหารไม่สามารถทำงานและบัตเตรีไม่สามารถที่เจริญเติบโตได้ในของแห้ง
สำหรับวิธีการตากแห้งอาจใช้ความร้อนหรือความร้อนจากแหล่งอื่น เช่น ตู้อบ เป็นต้นถ้าใช้แสงแดดควรมีฝาชีหรือตู้ที่เป็นมุ้งลวดป้องกันแมลงและฝุ่นละออง อาหารที่ผ่านวิธีการตากเเห้งแล้ว เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น


2.การดอง
เป็นการถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือมีรสผสมทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน อุปกรณ์ที่ใช้ดองควรเป็นพวกเครื่องแก้ว ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เช่น หม้อ อะลูมีเนียม เป็นต้น เพราะในขณะดองอาจมีกรดเกิดขึ้นซึ่งกรดพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้เกิดสารพิษในอาหรสำหรับปรุงรสที่ใช้ ได้แก่ เกลือ น้ำตาล น้ำส้มบริสุทธิ์ ส่วนอาหารที่ใช้วิธีดอง เช่น มะม่วงดอง ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง เป็นต้น


3.การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาล
การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลนิยมใช้กับพวกผลไม้ โดยทั่วไปแล้วผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
จะนิยมใส่น้ำตาลมาก การใช้น้ำตาลเพื่อการถนอมอาหารมีหลายวิธี ดังนี้


1. การเชื่อม
ใช้ความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกันตามอัตราส่วน ดังนี้
1.น้ำเชื่อมใส ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 3 ถ้วย
2.น้ำเชื่อมปานกลาง ใช่น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย
3.น้ำเชื่อมเข้มข้น ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 1ถ้วยการเชื่อมนิยมใช้กับผลไม้บรรรจุกระป๋อง หรือขวด ที่เรียกว่า ลอยแก้ว เช่น เงาะกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เป็นต้น



2. การทำแยม
เป็นการใส่น้ำตาลในเนื้อผลไม้ที่มีน้ำปนอยู่ส่วนมาก แล้วกวนให้เข้ากัน เช่น แยมส้ม แยมสับปะรด เป็นต้น






4.การถนอมอาหารโดยการแช่แข็ง
การแช่เเข็งเป็นการถนอมอาหาร โดยการใช้อุณหภูมิต่ำ โดยการควบคุมจุลินทรีย์ และบัตเตรีไม่ให้สามารเจริญเติบโตได้ นิยมใช้กับอาหารสด อาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว และบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย ซึ่งผู้บริโภคซื้อแล้วสามารถนำไปอุ่นก่อนรับประทาน ในปัจจุบันนิยมแพร่หลายถึงแม้ว่าจะมีราคาสูง เพราะช่วยประหยัดเวลาเเละเเรงงาน ในการประกอบอาหาร




5.การถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งอาหาร
การใช้สารปรุงแต่งอาหารเป็นการถนอมอาหาร เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงการทำงาน
ของเอนไซม์หรือปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เก็บรักษาอาหารได้นานขึ้งหรือตกแต่งอาหาร
สารปรุงแต่งที่นิยมใส่ในอาหาร มีดังนี้
1.) สารกันบูด ถ้าใช้เพียงเล็กน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใช้มากแม้แต่เกลือก็เป็นพิษต่อร่างกายไม่ควรใช้มากหรือบ่อยจนเกินไป ส่วนปริมาณที่ใช้อย่างปลอดภัย
ควรใช้สารกันบูด 1 กรัมต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม
2) สีผสมอาหาร ควรใช้สีจากธรรมชาติ หรือสารเคมีที่ได้รับอนุญาตให้ใส่ในอาหาร ขององค์การเภสัชกรรม
3) สารเคมี ช่วยในการควบคุมความเป็นกรด ด่าง เกลือในอาหารควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของอาหาร ทำให้อาหารสด เช่น ทำให้ผลไม้สุกช้าหรือทำให้สุกเร็ว เช่น พวกแก๊สบ่มผลไม้ เป็นต้น ก่อนใช้ควรศึกษาและดูคำแนะนำในซอง หรือฉลากที่ปิดไว้ข้างภาชนะบรรจุ



6.การรมควัน
การรมควันเป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทำให้อาหารแห้งแล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน มีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก การรมควันที่สามารถทำได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาติโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบมะพร้าว ขี้เลื่อย ซางข้าวโพด ให้แขวนอาหารไว้เหนือกองไฟใช้ไฟอ่อนๆเพื่อให้รมควันอาหารไปพร้อมกับไอร้อนจะช่วยทำให้อาหารแห้งเร็ว เช่น รมควันปลา เป็นต้น



ที่มา  :


3.การแช่อิ่ม
เป็นการใส่น้ำตาลในปริมาณมาก โดยการแช่ในน้ำเชื่อม และเพิ่มความเข้มข้น ของน้ำเขื่อมจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วนำมาทำแห้ง สมัยก่อนนิยมใช้วิธีการถนอมอาหารนี้กับผลไม้ ปัจจุบันนำผักหลายชนิดมาแช่อิ่ม แล้วจัดจำหน่ายจนเป็นที่นิยมในท้องตลาดเช่น ลูกตำลึง ก้านบอระเพ็ด ลูกมะกรูด เป็นต้น

สถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่






เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ดำเนินการภายใต้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย ในพื้นที่ตำบลแม่เหียะ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร ส่วนแสดงสัตว์ในโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ประกอบด้วย
          Jaguar Trail นักท่องเที่ยวสามารถเดินพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยรอบทะเลสาบ (Swan Lake) ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นจากอาคารลานนาวิลเลจ ด้านร้านอาหาร และสิ้นสุดที่ทางออกใกล้เรือนวารีกุญชร ตลอดระยะทางจะพบกับสัตว์ป่ามากกว่า 400 ตัว หรือ 50
ชนิด อาทิ เสือขาว เสือจากัวร์ หนูยักษ์คาปิลาลา เสือลายเมฆ สมเสร็จบราซิล ม้าแคระ ฮิปโปแคระ ลิงอุรังอุตัง เสือดำ ลิงกระรอก หมีโคอาล่า แมวดาว นกกระเรียนหงอนพู่ นากใหญ่ขนเรียบ ลามา นกคลาสโซโนวี่ เสือปลา ฯลฯ                                                                                                                                                                                                        Predator Prowl ส่วนแสดงสัตว์ป่าประเภทสัตว์กินเนื้อ ประมาณ 200 ตัว นักท่องเที่ยวจะสัมผัสความตื้นเต้นกับสัตว์นักล่าที่มีความดุร้าย โดยรถ Tram ขนาด 60 ที่นั่ง ตามระยะทาง 2.13 กิโมเมตร อาทิ เสือโคร่งขาว เสือโคร่งอินโดจีน เสือโคร่งเบงกอล สิงโต หมาป่าแอฟริกา หมีควาย หมีหมา กวางเจมส์บ็อค กวางไนยาร่า กวางขาวสปริงบ็อค กวางดำสปริงบ็อค หมาจิ้งจอก อูฐสองโหนก ฯลฯ
Savanna Safari ส่วนแสดงสัตว์ป่าประเภทสัตว์กีบ และสัตว์กินพืชที่มีถิ่นอาศัยในแถบทุ่งหญ้าซาวันนา ประมาณ 320 ตัว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยรถ Tram ขนาด 60 ที่นั่ง ตามระยะทาง 2.43 กิโมเมตร อาทิ เลียงผา กวางผา กระทิง แรดขาว ไฮยีน่า เสือชีต้า วีลด์เดอบีส ยีราฟ จามรี ละอง ละมั่ง กวางกาเซลล์ หมูป่า กวางบาราสิงกา ฯลฯ โดยระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะพบกับสถาปัตยกรรมจำลองเวียงกุมกาม ซึ่งสะท้อนถึงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ 
          และในพื้นที่บริการจะเป็นหมู่บ้านล้านนา ซึ่งเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมก่อสร้างที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบแอฟริกาและไทยลานนา ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์อาหาร ศูนย์รวมสินค้า OTOP ของที่ระลึก และเป็นสถานีรับ ส่งนักท่องเที่ยวไปยังส่วนแสดงสัตว์ และด้านข้างอาคารยังมีลานน้ำพุดนตรี (Fun Plaza) สำหรับเด็กๆ ได้เล่นน้ำขณะรอขึ้นรถ



          สวนสัตว์เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ใกล้กับสวนรุกขชาติ เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่มีสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำมาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีหมีแพนด้า ฑูตสันถวไมตรีเชื่อมความสัมพันธ์ไทย จีน ที่ตอนนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีก 1 ตัวแล้ว มีหมีโคอาล่าจากออสเตรเลีย เชียงใหม่ ซู อควาเรียม ศูนย์แสดงสัตว์น้ำมีอุโมงค์ยาว 133 เมตร สวนนกเพนกวิน และสวนนกฟิ้นช์ ซึ่งเป็นนกขนาดเล็ก มีสีสันสวยงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น อัญมณีบินได้ มีรถไฟฟ้ารางเดี่ยวพร้อมระบบปรับอากาศ บริการรับผู้โดยสารได้ครั้งละ 50 – 70 คน/ เที่ยว ระยะทางวิ่ง 2 กิโลเมตร จอดรับส่งผู้โดยสาร 4 สถานี เปิดทุกวัน เวลา 8.00 – 18.00 น. เปิดขายบัตรถึงเวลา 17.00 น. 

พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เส้นทางเดียวกันกับพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักฯ อยู่เลยจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร พระตำหนักภูพิงค์ฯ เป็นพระตำหนักประทับในวโรกาสที่เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคเหนือ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะที่เสด็จฯ เยือนประเทศไทยซึ่งแต่เดิมจะประทับรับรองแต่ในพระนครหลวงเท่านั้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2504 ในครั้งแรกได้ก่อสร้างเฉพาะองค์พระตำหนักที่ประทับและเรือนรับรองเท่านั้น ส่วนอาคารอื่นๆ ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมต่อมาในภายหลัง ภายในพระตำหนักฯ มีสถานที่น่าชม ดังนี้ เรือนปีกไม้  พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เรือนรับรอง พลับพลาผาหมอนและสวนเฟิร์น  อ่างเก็บน้ำ พระตำหนักต่างๆ และหอพระ โดยระหว่างเส้นทางเยี่ยมชมจะผ่านสวนกุหลาบเป็นระยะๆ


วัดสวนดอก หรือ วัดบุปผาราม ตั้งอยู่ที่ถนนสุเทพ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พญากือนาทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1914 (ศักราชนี้ถือตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ของพระรัตนปัญญาเกตุ) เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถระสุมน ผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในล้านนา วัดนี้แต่เดิมเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ล้านนาไทยสมัยแรกเริ่ม มีสถาปัตยกรรมสำคัญ คือ เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลม กู่บรรจุอัฐิเจ้าตระกูล ณ เชียงใหม่ และวิหารโถง
          นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าเก้าตื้อ ซึ่งพญาเมืองแก้วโปรดให้หล่อขึ้น เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ศิลปะล้านนาผสมกับศิลปะสุโขทัย


ถนนนิมมานเหมินทร์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ หากจะเปรียบแล้ว ถนนนิมมานเหมินทร์ก็คงคล้ายกับถนนสุขุมวิทของกรุงเทพฯ แม้ความยาวและขนาดของธุรกิจจะสู้กันไม่ได้ แต่เปอร์เซ็นต์ความหรูหราของถนนและร้านค้ามีระดับที่มีอยู่อย่างมากมายก็มิได้ต่างกันเลย อะไรที่ทำให้ถนนซึ่งมีความยาวเพียงกิโลเมตรกว่าๆ นี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงเสมอ เมื่อใครสักคนมาเยือนเชียงใหม่ ถึงขนาดว่าถ้าไม่ได้มาเดินช็อปปิ้งบนถนนเส้นนี้ ก็เหมือนว่าจะขาดอะไรไปสักอย่าง ที่จะทำให้การท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ไม่สมบูรณ์ การเดินเริ่มต้นที่นิมมานเหมินท์ซอย 1 อันเป็นเสมือนตัวแทนของถนนทั้งสาย เนื่องจากเต็มไปด้วยร้านระดับเกรดเอ ที่มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแกลลอรี่ อาทิ ร้านกองดี แกลลอรี่ หรือร้านขายของตกแต่งบ้านที่มีสินค้าหลากหลายประเภทมากที่สุดของเชียงใหม่ อาทิ ร้านไม้มุงเงิน สุริยันจันทรา ร้านจำหน่ายเทียนหอมอย่างร้านแมวใจดี ไปจนถึงร้านผ้าฝ้ายทอมือที่มีเนื้องานเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงหลักหลายหมื่น ทั้งนี้ ถนนนิมมานเหมินทร์เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลาเที่ยงไปจนถึงช่วงเย็น
         วัดพระสิงห์วรวิหาร ตั้งอยู่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินล้านนามานับแต่อดีต พญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 5 ในราชวงศ์มังรายโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้น ในปี พ.ศ. 1888 พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์สูง 24 ศอกองค์หนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา มีพระพุทธรูปที่สำคัญอยู่องค์หนึ่ง คือ พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร  ตามประวัติของพระพุทธสิหิงส์นั้นเล่าไว้ว่า พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์เม็งราย ผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เพื่อไปประดิษฐานไว้ยังวัดสวนดอก แต่พอราชรถมาถึงวัดลีเชียง ก็ปรากฎว่าติดขัดไม่สามารถเดินทางต่อไปได้อีก ดังนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดลีเชียงนี้ ประชาชนนิยมเรียกพระพุทธสิงหิงค์สั้นๆ ว่า พระสิงห์ จึงได้เรียกชื่อวัดพระสิงห์
          เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วกัน ในวิหารลายคำซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสุพรรณหงส์ และสังข์ทองซึ่งพบเพียงที่นี่แห่งเดียว ยังมีศิลปกรรมอื่นๆ ที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถตกแต่งแบบศิลปะล้านนา หอไตรประดับด้วยรูปปูนปั้นเทวดา และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา ความเชื่อและวิธีการบูชา พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรง (งูใหญ่) หากได้มานมัสการอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งแล้ว จะเป็นมงคลสูงสุดทำให้อายุมั่นขวัญยืน มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป



อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดตาก ครอบคลุมพื้นที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
          น้ำตกก้อหลวง 
          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯไปประมาณ 20 กิโลเมตร รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ เป็นน้ำตกหินปูนที่เกิดจากลำน้ำในห้วยแม่ก้อ มีความสูงต่างระดับลดหลั่นกันลงมาทั้งหมด 7 ชั้น และเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นหินปูนประกอบกับมีน้ำไหลตลอดปี จึงทำให้บริเวณน้ำตกมีหินงอกหินย้อยมากมาย มีความสวยงามตามธรรมชาติ
         ทุ่งกิ๊ก ทุ่งนาง 
          เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติที่กว้างใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบและเนินเขา ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสลับป่าเต็งรัง มีทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าจำพวก เก้ง กวาง กระต่าย และไก่ป่าชนิดต่างๆ มากมาย
          ห้วยถ้ำ 
          อยู่ในเขตท้องที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจุดชมวิวริมฝั่งแม่น้ำปิง สามารถมองเห็นทิวทัศน์บริเวณอ่างเก็บน้ำดอยเต่าได้อย่างสวยงาม รถยนต์สามารถเข้าถึงบริเวณนี้ได้
          ผาดำ-ผาแดง
          มีลักษณะเป็นหน้าผาสูง สภาพแวดล้อมยังเป็นป่าที่สมบูรณ์มาก จากจุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ในระยะไกล การเดินทางต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น
          ถ้ำยางวี 
          เป็นถ้ำที่อยู่ในเขตท้องที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่มีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก ไม่ไกลจากบริเวณถ้ำจะมีป่าสนเขาขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ มีชื่อเรียกกันว่าป่าพระบาทยางวีเหมาะสำหรับเป็นที่พักแรมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติ
          แก่งก้อ
          เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทิวทัศน์สวยงามเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมภูมิประเทศและสถานที่น่าสนใจต่างๆ เช่น น้ำตกอมเป น้ำตกอุมปาด เกาะคู่สร้างคู่สม ผาเต่า ผาพระนอน ผาคันเบ็ด แก่งสร้อย ถ้ำแก่งสร้อย พระธาตุแก่งสร้อย พระบาทบ่อลม เขื่อนภูมิพล เป็นต้น


วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เดิมชื่อ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่ ฮอด หมู่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 58 กิโลเมตร วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บริเวณที่ตั้งเป็นเนินดินสูงประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง
          ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่จากลักษณะทางศิลปกรรมของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของศิลปกรรม ในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่


วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อยู่ที่ถนนพระปกเกล้า วัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่พอดี ประดิษฐานเจดีย์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1913 – 1954) ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานระหว่าง พ.ศ.2011 – 2091 นานถึง 80 ปี ต่อมาในสมัยพระนางจิระประภา ได้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ. 2088 ทำให้ยอดเจดีย์หักโค่นลง ปัจจุบันเจดีย์มีความสูงคงเหลือ 40.8 เมตร ฐานกว้างด้านละ 60 เมตร วิหารหลวงของวัดนี้ เจ้าคุณอุบาลีคุณปรมาจารย์ (สิริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิม ได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือ และในวัดเจีย์หลวงนี้ยังมีเสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.1839 ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ เสาอินทขิลนี้สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ทุกปีในวันแรม 12 ค่ำเดือน 8 (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงานเรียกว่า เข้าอินทขิล เป็นการฉลองหลักเมือง

ถ้ำเชียงดาว อยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว การเดินทาง จากเชียงใหม่ไปยังอำเภอเชียงดาว ระยะทาง 72 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกเข้าไปจนถึงถ้ำอีก 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางจนถึงบริเวณถ้ำ มีบริเวณจอดรถกว้างขวาง ทางเข้าถ้ำเป็นบันไดมีหลังคามุงสังกะสี หน้าถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านเต็มไปด้วยปลาหลายชนิด นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารปลาได้ หากต้องการชมบริเวณถ้ำ ติดต่อคนนำทางได้บริเวณหน้าถ้ำ 
 ที่มา :
http://chiangmai.kapook.com/